เปิดใจทั้งน้ำตา! “วินัย ไกรบุตร” สุดทรมานโรคร้าย เผยภรรยาคือ“ที่สุดของกำลังใจ”!(คลิป)

  • Admin
  • July 5, 2019
  • Comments Off on เปิดใจทั้งน้ำตา! “วินัย ไกรบุตร” สุดทรมานโรคร้าย เผยภรรยาคือ“ที่สุดของกำลังใจ”!(คลิป)

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 5 ก.ค. ที่ ห้องประชุม 1210 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ศ.นพ.สุเทพ กลชาญวิทย์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ฝ่ายการแพทย์และวิจัย พร้อมด้วย ศ.ดร.นพ.ประวิตร อัศวานนท์ หัวหน้าสาขาวิชาตจวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และฝ่ายอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย , น.ส.เฉลาศรี เสงี่ยม หัวหน้าพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และ นายหัฒศนัย (วินัย) ไกรบุตร ผู้ป่วย ร่วมแถลงข่าวการรักษาอาการป่วยอย่างเป็นทางการ

ศ.ดร.นพ.ประวิตร กล่าวว่า โรคผิวหนังมีจำนวนหลายพันโรค เพราะผิวหนังเป็นอวัยวะที่อยู่ภายนอก เมื่อเกิด ผื่น ตุ่ม ฝี หรือมีร่องรอยต่างๆ มักจะเห็นได้ง่าย จึงทำให้มีการตั้งชื่อโรคผิวหนังต่างๆ มากมาย บางชื่ออาจไม่เป็นที่คุ้นหูมากนักสำหรับคนไทย อาทิ เพมฟิกอยด์ ทำให้เข้าใจว่าเป็นโรคใหม่ ทั้งๆ ที่จริงมีมานานแล้ว

ร่างกายของแต่ละคนมักมีโอกาสทำงานผิดปกติ โดยที่ตนเองไม่รู้ตัว อาจเนื่องมาจากสาเหตุที่ระบบอื่นๆ ในร่างกายเข้ามาจัดการควบคุมดูแลกันเอง ทำให้ไม่มีอาการแสดงออกมา ภูมิต้านทานของคนเรานั้นมีหน้าที่คอยต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม และมะเร็ง แต่บางครั้งภูมิต้านทานเหล่านี้ก็จำผิด เลยกลับมาทำอันตรายอวัยวะของตนเอง หรือเรียกว่า ภูมิเพี้ยน

ศ.ดร.นพ.ประวิตร กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ทำให้ภูมิเพี้ยน อาทิ ติดไวรัสบางตัว ทานยาบางตัว ทำให้สร้างภูมิคุ้มกันเพี้ยนขึ้นมา แต่ส่วนใหญ่ มักเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสาเหตุ ภูมิคุ้มกันสามารถทำงานผิดพลาดได้ตลอดเวลา โดยโรคนี้ ไม่มีวิธีป้องกัน เพราะเราไม่มีทางทราบว่าภูมิคุ้มกันร่างกายจะเพี้ยนตอนไหน อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้จิตตก

ในส่วนของโรคตุ่มน้ำพอง เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่พบได้ไม่บ่อย แต่ก็ไม่ใช่โรคหายาก สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่มาทำลายโครงสร้างที่ทำหน้าที่ยึดเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังหลุดออกจากกันกลายเป็นตุ่มน้ำและแผลถลอก รอยโรคสามารถพบได้ทั้งผิวหนังและเยื่อบุ โรคที่พบบ่อย มี 2 กลุ่ม ได้แก่ โรคเพมฟิกัสและโรคเพมฟิกอยด์

โรคเพมฟิกัส มักพบในช่วงอายุ 50-60 ปี มีความผิดปกติที่ชั้นผิวหนังกำพร้า จะเกิดในผิวหนังชั้นตื้นกว่า แต่อาจกินบริเวณกว้าง ผู้ป่วยจึงมีแผลเสมือนถูกน้ำร้อนลวกเป็นบริเวณกว้าง และผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีแผลถลอกในช่องปากร่วมด้วย มีอาการเจ็บ และอาจพบแผลถลอกที่เยื่อบุบริเวณอื่นได้ เช่น ทางเดินหายใจ เยื่อบุช่องคลอดและอวัยวะเพศ ที่ผิวหนังมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำ แตกได้ง่าย กลายเป็นแผลถลอก มีอาการปวดแสบมาก เมื่อแผลหายมักทิ้งรอยดำโดยไม่เป็นแผลเป็น

ส่วนโรคเพมฟิกอยด์ ซึ่ง นายหัฒศนัย เป็นอยู่นั้น มักพบได้บ่อยกว่าโรคเพมฟิกัส มักพบในอายุมากกว่า 60 ปี หรือผู้สูงอายุ เกิดจากมีการหลุดลอกของชั้นหนังกำพร้าออกจากชั้นหนังแท้ จะเกิดการแยกชั้นของผิวหนังที่ลึกกว่า แต่ก็มักจะกินบริเวณไม่กว้างมากนัก ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการผื่นแดงคันนำมาก่อน ต่อมาเริ่มมีตุ่มน้ำใสขนาดต่างๆ กัน โดยตุ่มน้ำมีลักษณะพอง แตกยากหรืออาจแตกออกเป็นแผลถลอก รอยโรคที่เยื่อบุพบได้น้อยกว่าโรคเพมฟิกัส และมักไม่เจ็บ โดยทั่วไปความรุนแรงของโรคมักน้อยกว่าเพมฟิกัส แต่กรณีดังกล่าว เนื่องจาก นายหัฒศนัย มีอายุน้อยกว่า 60 ปี จึงรักษาได้ยากมากกว่าผู้สูงอายุ

โรคตุ่มน้ำพองมักต้องอาศัยการตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาร่วมกับการตรวจทางอิมมูนเรืองแสงในการวินิจฉัยโรคด้วย ยาที่ใช้รักษาเป็นหลักคือยาคอร์ติโคสเตียรอยด์และยากดภูมิคุ้มกัน ในโรคเพมฟิกอยด์ที่มีอาการไม่รุนแรง อาจใช้ยาทาคอร์ติโคสเตียรอยด์หรือยากลุ่มที่ไม่ใช่ยากดภูมิคุ้มกัน ในรายที่ตุ่มน้ำหรือแผลถลอกมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน อาจจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย

โรคตุ่มน้ำพองมีการดำเนินโรคค่อนข้างเรื้อรังเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี หลังจากโรคสงบแล้วอาจเป็นซ้ำได้ ในกรณีที่สงสัยว่าจะเป็นโรคตุ่มน้ำพอง แนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อจะได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรค

ส่วนกรณีที่ เมล็ดเลือกขาวมากกว่าปกตินั้น เมล็ดเลือดขาวที่เจอ เป็นเมล็ดเรื่องขาวเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้ เกิดช่วงที่ตุ่มน้ำเยอะ เมื่อให้ยาแล้วเม็ดเลือกตัวนี้ก็จะลดลงตามตุ่มไปด้วย สำหรับแนวทางการรักษา นายหัฒศนัย จะให้ยากดภูมิคุ้มกันในระยะแรก ให้ปริมาณยาที่เหมาะสม ในทางเดียวกันจะปรับยาเรื่อยๆตามความเหมาะสม ไม่ให้กดภูมิมากจนเกินไป ที่ผ่านมาอาการดีขึ้นจากเดินมาก สัญญาส่าจะรักษา นายหัฒศนัย ให้หาย กลับไปใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้เหมือนเดิม

ศ.ดร.นพ.ประวิตร กล่าวทิ้งท้าย ทั้งนี้ ผู้ป่วยต้องมารักษาต่อเนื่องมาตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ ทานยาต่อเนื่อง ไม่ควรลดหรือเพิ่มยาเองและดูแลรักษาแผลอย่างถูกวิธี จะช่วยให้โรคสงบได้เร็วขึ้น ทำให้ผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป ไม่มีรอยโรคใหม่เกิดขึ้น

ด้าน น.ส.เฉลาศรี กล่าวว่า คำแนะนำในการปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรค ควรทำความสะอาดร่างกายอย่างสม่ำเสมอ บริเวณที่เป็นแผลให้ใช้น้ำเกลือ(Normal saline)ทำความสะอาด ไม่แกะเกาผื่น เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ผู้ป่วยที่มีแผลในปาก ควรงดอาหารรสจัด งดรับประทานอาหารแข็ง เช่น ถั่ว ปลาแห้ง ของขบเคี้ยว เนื่องจากอาจกระตุ้นการหลุดลอกของเยื่อบุในช่องปาก หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ ไม่ควรใส่เสื้อผ้ารัดคับ เพื่อลดการถลอกที่ผิวหนัง หลีกเลี่ยงแสงแดด และความเครียด ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญ

ด้าน นายหัฒศนัย กล่าวทั้งน้ำตาว่า เริ่มแรกเลย ตนคันที่ฝ่ามือ จึงเกาเรื่อยๆ พบว่าเกิดตุ่มเล็ก เป็นวงแดง จึงเกาจนเจ็บ นอนไม่หลับ ตื่นเช้ามาไปหาหมอ ฉีดยา และก็ยุบ จึงคิดว่าหาย จึงไปถ่ายละครต่อ จากนั้นก็มีตุ่มขึ้นมาอีก ตนก็ไปฉีดยาอีก ทำแบบนั้นกว่า 10 ครั้ง ภายหลังรู้สึกผิดปกติ จากนั้นก็พบว่า มีตุ่มขึ้นน้ำพองมามากมาย ตามร่างกายยกเว้นอวัยวะเพศ จึงได้ตัดสินใจไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาวิธีรักษา

“เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องอยู่ในสภาพนี้ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าโรคนี้จะมาเจอกันตัวเอง จริงๆอยากเป็นโรคอื่นที่รักษาภายใน 5-7 วัน บางคนรักษานานหลายปีกว่าจะหาย คนเคยแข็งแรง หุ่นดี ผิวดี อยู่ๆ ตื่นมา ตี 2 มายืนแก้ผ้าหน้ากระจก ยืนดูตัวเอง มันโหดร้ายมาก เกือบ 2 เดือนที่เป็นแบบนี้”

“ผมสารภาพ ผมหลอกแม่กว่า 2 เดือน ว่าตัวเองไม่เป็นอะไร แต่ที่ผ่านมา ผมนอนรักษาโรงพยาบาลเป็นเดือน ค่าใช้จ่ายมากขึ้น ยาที่ใช้รักษาก็ราคาสูง ผมจึงคุยกับภรรยาว่า หากผมไม่ดีขึ้นเลย ให้ขายที่ดิน แล้วนำเงินไปเลี้ยงลูก ผมจึงอยากฝากถึงรัฐบาลให้นำยาตัวนี้มารักษาในโรงพยาบาล เพราะคนไทยไม่ได้ร่ำรวยทุกคน ผมโชคดีที่มีแฟนคลับ ผมอยู่ได้ทุกวันนี้ เพราะแฟนคลับ กลุ่มนักวิ่ง ทีมแพทย์ พยาบาล ทุกๆคน ที่ดูแลผมเป็นประจำ ภรรยา และครอบครัว ที่ ส่งกำลังใจมามากมาย และส่งเงินมาช่วยเหลือกันเป็นจำนวนกว่าครึ่งล้าน จนสามารถนอนโรงพยาบาลนี้ได้อีก 2 เดือนเลย แฟนคลับบอกกับผมว่า รักษาตัวเองให้หาย ไม่หายไม่ต้องออก ผมสัญญาว่าจะรักษาตัวเองให้หายโดยเร็วและกลับไปเป็น เมฆคนเดิม “

“ผมอยากจะขอโทษ ทีมงานละครเรื่องตะกรุดโทรด้วย ที่ไม่สามารถไปถ่ายทำได้ ทำให้ไม่สามารถปิดกล้องได้ แต่หากวันที่ 11 ก.ค.นี้ ผมไหว ผมจะไป ผมขอขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจผม “ นายหัฒศนัย กล่าว

ด้าน เอ๋ ชลรดา แสนสินรังษี ภรรยา กล่าวทั้งน้ำตาว่า ที่ผ่านมาเราให้กำลังใจกันมาตลอด รู้สึกสงสาร เพราะโรคนี้มันทรมานมาก อยากบอกว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะอยู่เคียงข้างเสมอ

Facebook Comments