ลุยน้ำท่วม! จุรินทร์ รมว.พาณิชฯ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาชี้แจงประกันราคาข้าว เทงบกว่า 20,000 ล้านบาท ที่ อ.เกษตรวิสัย

  • Saxman
  • September 14, 2019
  • Comments Off on ลุยน้ำท่วม! จุรินทร์ รมว.พาณิชฯ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาชี้แจงประกันราคาข้าว เทงบกว่า 20,000 ล้านบาท ที่ อ.เกษตรวิสัย

เมื่อเวลา 09.30 น. วันเสาร์ที่ 14 กันยายน 2562
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการประชุมชี้แจงนโยบายและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับโครงการประกันรายได้เกษตรกรของรัฐบาล ณ โรงเรียนจันทรุเบกษาอนุสรณ์ อําเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมกับ บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด นายเลิศบุศญ์ กองทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด คณะผู้บริหาร กระทรวงพาณิชย์ นางลักขณา บุญนำ พาณิชย์จังหวัดร้อยเอ็ด ร.ต.ท. เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าว

ในการนี้ นายจุรินทร์ กล่าวว่า เดินทางมา ในนามของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์โดยมาพบกับพี่น้องประชาชนชาวร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ยโสธร สุรินทร์ และ ศรีสะเกษ โดยโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2562/63 (รอบที่1)เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอเป็นวงเงินงบประมาณ จำนวน 21,495.74 ล้านบาท และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการประกัน รายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวฯ ภายในวงเงินงบประมาณดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 ซึ่งคณะอนุกรรมการกํากับดูแล และกําหนดหลักเกณฑ์กลางอ้างอิง โครงการ ประกันรายได้ฯ

มีมติเห็นชอบขั้นตอนและวิธีดําเนินโครงการฯแล้ว ในฤดูการผลิตนี้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวจะสามารถติดต่อขอขึ้นทะเบียนเพื่อใช้สิทธิ์ในรอบที่ 1 นี้ ได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยชนิดข้าว ราคา และปริมาณประกันรายได้

นายจุรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การกําหนดชนิดและราคา ประกันรายได้ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี และข้าวเปลือกเหนียว ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกข้าว ทั่วประเทศ
โดยกําหนดราคาและปริมาณประกันรายได้ ณ ราคาความชื้นไม่เกิน 15% โดยชดเชยเป็นจํานวนตัน ในแต่ละชนิดข้าว ดังนี้ ชนิดข้าว คือ ข้าวเปลือกหอมมะลิ 15,000 บาท/ตัน (ครัวเรือนละ14ตัน) ,ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ 14,000 บาท/ตัน (ครัวเรือนละ16ตัน) ,ข้าวเปลือกเจ้า 10,000 บาท/ตัน (ครัวเรือนละ 30 ตัน),ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 11,000 บาท/ตัน (ครัวเรือนละ25ตัน)
ข้าวเปลือกเหนียว 12,000 บาท/ตัน (ครัวเรือนละ16ตัน

รายงานข่าว กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า กรณีที่เกษตรกรเพาะปลูกข้าวมากกว่า 1 ชนิด จะได้สิทธิ์ไม่เกินจํานวนขั้นสูงของ ข้าวแต่ละชนิด และเมื่อรวมกันต้องไม่เกินขั้นสูงของชนิดข้าวที่กําหนดไว้สูงสุด

ทั้งนี้ยกเว้นพันธุ์ข้าวที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการฯ จํานวน 18 พันธุ์ เนื่องจาก เป็นข้าวอายุสั้น ระยะเวลาดําเนินการ การขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2562/63 รอบที่ 1 ต้องปลูกข้าว ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 31 ตุลาคม 2562 ยกเว้นภาคใต้ ระหว่างวันที่ 16 มิถุนายน 2562 – 28 กุมภาพันธ์ 2563 ระยะเวลาได้รับสิทธิชดเชยให้เป็นไปตามวันเก็บเกี่ยวที่เกษตรกรระบุในทะเบียน เกษตรกร

โดยคณะอนุกรรมการกํากับดูแล ฯ จะกําหนดและประกาศราคา เกณฑ์กลางอ้างอิงครั้งแรกในวันที่ 16 ตุลาคม 2562 (สําหรับเกษตรกรได้รับสิทธิ ตั้งแต่เก็บเกี่ยวถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2562) และครั้งต่อไปทุก ๆ 15 วัน จนถึงวัน สิ้นสุดการใช้สิทธิตามโครงการ คือวันที่ 31 ตุลาคมปี 2563
ขั้นตอนและวิธีการ เป็นระบบ ชัดเจน ตรวจสอบได้ แปลว่ารอบแรกนี้เงินส่วนต่างเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจะได้รับครั้งแรกวันที่ 15 ตุลาคม 2562

โดยกลุ่มเกษตรกรต้องมีการขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรโดยต้องแจ้งวันที่ คาดว่าจะเก็บเกี่ยวในการขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพื่อใช้เป็นข้อมูลช่วงระยะเวลาที่ เกษตรกรจะได้รับสิทธิชดเชย ใช้ข้อมูลผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่รายประเทศของข้าวแต่ละชนิดของสํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ในการคํานวณปริมาณผลผลิตของเกษตรกรที่จะได้รับสิทธิในการชดเชย คํานวณปริมาณผลผลิตที่เกษตรกรจะได้รับสิทธิเพื่อเป็นข้อมูลในการจ่ายเงินชดเชย

โดยใช้ข้อมูลและหลักการทางสถิติอันเป็นที่ยอมรับโดยใช้พื้นที่ทั้งหมดที่ ขึ้นทะเบียนปลูกข้าวแต่ละชนิดมาคูณผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เป็นปริมาณผลผลิตที่ต้อง ชดเชย

แต่ต้องไม่เกินปริมาณผลผลิตที่มติคณะรัฐมนตรีกําหนด โครงการนี้ได้บูรณาการหน่วยงานกํากับดูแลใกล้ชิดโปร่งใส เป็นธรรม ได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการติดตามกํากับดูแลการบริหารจัดการข้าวระดับจังหวัดเพื่อคอยติดตาม กํากับดูแลการดําเนินโครงการประกันรายได้ฯ ให้เป็นไปด้วย ความเรียบร้อยและป้องปรามเพื่อให้การค้าขายปกติ เกิดความเป็นธรรม ไม่มีการ เอารัดเอาเปรียบเกษตรกร บูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องอันได้แก่

1) กรมการค้าภายใน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกํากับดูแลและกําหนด เกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ทําหน้าที่พิจารณา กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ การกําหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงของการประกันรายได้
2) ธ.ก.ส. เป็นหน่วยงานหลักในการจ่ายเงินชดเชย และช่วยประชาสัมพันธ์ โครงการให้เกษตรกรได้รับทราบ
3) กรมส่งเสริมการเกษตร ดําเนินการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดย คํานึงถึงความสะดวกและประโยชน์ที่เกษตรกรพึงได้รับการช่วยเหลือโดยเร็ว

รวมทั้งร่วมกับกรมการค้าภายใน ธ.ก.ส. และจังหวัดแหล่งผลิต ในการชี้แจง เกี่ยวกับโครงการประกันรายได้ฯ ในระดับพื้นที่ การจ่ายเงินแก่เกษตรกร ธ.ก.ส. จะโอนเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงตามช่วงระยะเวลาที่กําหนดภายใน 3 วัน นับตั้งแต่วันที่ประกาศราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงในแต่ละรอบ โดยเกษตรกรไม่ต้องทํา สัญญากับ ธ.ก.ส

การที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางไป จ.ร้อยเอ็ด พร้อมคณะประกอบด้วยนางมัลลิกา บุญมีตระกุล มหาสุข กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการ รมว.พาณิชย์ นายไชยยศ จิระเมธากรณ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ภาคอีสาน รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง และคณะบุคคลากรจากกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและพบปะเกษตรกร ที่ได้ผลกระทบจากพายุโพดุล พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพ เครื่องอุปโภค บริโภค ให้แก่พี่น้องประชาชนผู้ประสบภัย ณ บริเวณโรงเรียนจันทรทรุเบกษาอนุสรณ์ ตำบลเกษตรวิสัยอำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด

ทันที ที่เดินทางถึงที่จัดงาน นายจุรินทร์ได้เดินเข้าไปทักทาย ถามสารทุกข์สุกดิบ นักเรียน คณะครู และพี่น้องเกษตรกรที่รอฟังนโยบาย อย่างใกล้ชิดและเป็นกันเองรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับนโยบายประกันรายได้เกษตรกร ของรัฐบาล โดยมี เกษตรกร ตัวแทนเกษตรกร จากภาคอีสาน อาทิ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ยโสธร สุรินทร์ และศรีสะเกษ ประมาณ 1,000 คน เข้ารับฟังและแสดงความคิดเห็น นายจุรินทร์ กล่าวเปิดงานว่าวันนี้ตั้งใจมาเยี่ยม พี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยนำ ถุงยังชีพ เครื่องอุปโภค บริโภค จาก มูลนิธิ ควง อภัยวงศ์ จำนวน 2,000 ชุด มาช่วยเหลือ และให้กำลังใจ พี่น้องผู้ประสบภัย

รมว. พาณิชย์ กล่าวต่อว่า อีกเรื่องที่ตั้งใจมาบอกพี่น้อง คือ นโยบายประกันรายได้เกษตรกร กล่าวคือ กระทรวงพาณิชย์ภายใต้การนำของตนมีนโยบายร่วมกับภาคเอกชนในการผลักดันการส่งออกข้าวไทยให้ได้มากที่สุด เพื่อนำเงินที่ได้นั้นมาให้ถึงมือของชาวนาไทยทุกคน โดยนโยบายประกันรายได้ประกาศชัดในนโยบายรัฐบาลว่าจะมีการประกันพืชเกษตร 5 ประเภท ข้าว ยางพารา ปาล์ม มันสำปะหลัง ข้าวโพด โดยข้าวแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้
ข้าวเปลือกหอมมะลิ ประกันรายได้อยู่ที่ 15,000 บาทต่อตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ประกันรายได้อยู่ที่ 14,000 บาทต่อตัน ไม่เกิน 16 ตัน
ข้าวเปลือกหอมเจ้า ประกันรายได้อยู่ที่ 10,000 บาทต่อตัน ไม่เกิน 30 ตัน ข้าวเปลือกหอมปทุม ประกันรายได้อยู่ที่ 11,000 บาทต่อตัน ไม่เกิน 25 ตัน ข้าวเปลือกเหนียว ประกันรายได้อยู่ที่ 12,000 บาทต่อตัน ไม่เกิน 16 ตัน โดยชาวนาไทยจะมีรายได้ 2 ทาง

1. รายได้จากการขายข้าวตามราคาตลาด
2. เงินส่วนต่างที่รัฐบาลประกันให้โดยโอนเข้าบัญชีโดยตรงผ่านธนาคาร ธกส. นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า หากจะมีคำถามว่า ชาวนาที่ปลูกข้าวแล้วเกิดน้ำท่วม ภัยแล้ง ภัยธรรมชาติจนนาล่ม จะได้เงินส่วนต่างนี้หรือไม่ คำตอบคือ ได้ และอาจมีคำถามว่าถ้าชาวนาปลูกข้าวเพื่อเก็บไว้กิน จะได้เงินส่วนต่างนี้หรือไม่ คำตอบคือ ได้ แต่ชาวนาจะต้องไปขึ้นทะเบียน ภายในวันที่ 31 ต.ค. นี้ และจะมีการจ่ายส่วนต่างล็อตแรกในวันที่ 15 ต.ค. นี้

พร้อมกันนี้ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนจำนวน 180 ทุน ให้แก่ 18 โรงเรียน
มอบเครื่องดนตรี แก่โรงเรียน จันทรุเบกษาอนุสรณ์ มอบอุปกรณ์การกีฬาแก่นักเรียน และโรงเรียน มอบอุปกรณ์การแพทย์แก่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลดงครั่งน้อย มอบอุปกรณ์เพื่อการทำนา (ตาข่ายตากข้าว)ให้แก่ชุมชนเกษตรกร และเยี่ยมชมนิทรรศการกิจกรรมสาธิตจากชุมชนเกษตรด้วย

ข่าว/ภาพ “ฉลาด สุ่มมาตย์”

Facebook Comments